บ้านรักษ์โลก..บ้านอนุรักษ์พลังงาน 5
การปรับปรุงตัวบ้าน เพื่อปรับสภาวะแวดล้อมของบ้านกับการประหยัดพลังงาน
- บุฉนวนกันความร้อนที่หลังคาและผนัง โดยความหนาของฉนวนที่ใช้ ต้องขึ้นอยู่กับภาระทำความเย็น
แต่ส่วนใหญ่ใช้ฉนวนที่มีความหนาประมาณ 2-3 นิ้ว (50-75 มม.) ฉนวนสำหรับหลังคาและผนังมีหลายชนิด ได้แก่ ฉนวนใยแก้ว ฉนวนเยื่อกระดาษ ฉนวนเซรามิก เป็นต้น
ฉนวนใยแก้ว ป้องกันความร้อนได้ดีและราคาปานกลาง
ฉนวนเยื่อกระดาษ ใช้ฉีดพ่นให้เกาะติดกับผนังและใต้หลังคา สามารถกันได้ทั้งความร้อนและเสียง
แต่ค่าความต้านทานความร้อนต่ำกว่าและราคาแพงกว่าฉนวนใยแก้วที่มีความหนาเท่ากัน
ฉนวนเซรามิก ใช้พ่นหรือทาที่ผนังด้านนอกของบ้านและบนหลังคา มีค่าความต้านทานสูง ราคาใกล้เคียงกับฉนวนใยแก้ว หนา 2 นิ้ว เหมาะสำหรับบ้านใหม่ แต่ถ้าเป็นบ้านเก่า ก่อนพ่นหรือทาต้องแน่ใจว่า
พื้นผิวของผนังและหลังคามีความสะอาดและแห้ง มิฉะนั้นฉนวนเซรามิกจะหลุดออกง่าย
การเลือกความหนาของ ฉนวนใยแก้วและฉนวนเยื่อกระดาษ นั้น ถ้ามี ความหนามาก จะประหยัดพลังงานได้มาก แต่จะมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรใช้ฉนวนหนาเกินไป เนื่องจากถ้าใช้ฉนวนหนาเกินไป จะประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นได้ไม่มากเมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่ต้องสูงขึ้น
และกรณีที่ใช้บุผนัง ถ้าฉนวนยิ่งหนา จะทำให้พื้นที่ใช้สอยลดลง
ฉนวนใยแก้วที่มีจำหน่ายและนิยมใช้กันมีความหนา 2 นิ้ว (50 มม.) และ 3 นิ้ว (75 มม.)
ส่วนฉนวนเยื่อกระดาษพ่นได้หนา 2-3 นิ้ว ซึ่งประหยัดพลังงานใกล้เคียงกับฉนวนใยแก้วหนา 2-3 นิ้ว
แต่ถ้าใช้พ่นหลังคาก็อาจจะพ่นให้หนามากขึ้น คือ หนา 5-10 นิ้ว (มีความต้านทานความร้อนสูงถึง 3.3-6.7
ตารางเมตร -องศาเซลเซียส/วัตต์) แต่ถ้าพ่นให้หนาเกินกว่านี้ จะประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อเทียบ
กับเงินลงทุนที่สูงขึ้นด้วย
ส่วนฉนวนเซรามิกใช้พ่นหรือทาเคลือบด้านนอกของผนัง และหลังคามีความหนาไม่มาก
ประมาณ 0.3-0.75 มม.
การเลือกฉนวนนอกจากต้องมีความสามารถในการกันความร้อนได้เป็นอย่างดีแล้ว
ควรต้องคำนึงถึงคุณสมบัติอื่นๆ
No comments:
Post a Comment